ในยุคที่การค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ซต่างเติบโตอย่างรวดเร็ว โอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเริ่มมองหาช่องทางในการนำเข้าสินค้าคุณภาพดีเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ และส่งสินค้าของตนเองไปขายในต่างแดน อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นธุรกิจระหว่างประเทศนั้นมีความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการค้าขายต่างประเทศ เพราะการนำเข้า-ส่งออกในแต่ละประเทศนั้น ต่างมีขั้นตอน กฎระเบียบ และรายละเอียดมากมายที่ต้องศึกษา แนะนำให้เตรียมพร้อมให้ดี
การมีความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกต้องและครบถ้วน จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานและความหมายของการนำเข้า-ส่งออก พิธีการศุลกากร เอกสารที่จำเป็น ไปจนถึงเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่ควรรู้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกท่านสามารถส่งของไปต่างประเทศได้อย่างมั่นใจและราบรื่น
ทำความเข้าใจพื้นฐานการนำเข้า-ส่งออก
ความหมายของการนำเข้า-ส่งออก
ก่อนที่จะไปดูความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกทั้งหลายนั้น ผู้ประกอบการควรทำให้เข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการนำเข้า-ส่งออกให้ถูกต้องเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในอนาคต
-
การนำเข้า: คือ กระบวนการนำสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า อาทิ การนำมาจำหน่ายต่อ การนำมาใช้ในกระบวนการผลิต หรือการใช้ประโยชน์อื่นๆ
-
การส่งออก: คือ กระบวนการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือจัดหาได้ในประเทศไทย ส่งยังต่างประเทศ เพื่อนำไปจัดจำหน่าย หรือการใช้ประโยชน์อื่นๆ
การนำเข้าและการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้สัมผัสกับตลาดที่กว้างขวางและมีศักยภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่ๆ จากนอกประเทศที่มีโอกาสเติบโตในประเทศไทย หรือการส่งสินค้าขึ้นชื่อไปยังต่างประเทศเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ทำให้การศึกษาทักษะความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันที่ต้องการเติบโตและขยายธุรกิจ
กระบวนการนำเข้าและส่งออก
กระบวนการนำเข้าและส่งออกโดยทั่วไป จะประกอบไปด้วยหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมเอกสารทางการค้าและการขนส่ง การจัดการด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ การผ่านพิธีการศุลกากรทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการชำระภาษีอากรตามที่กฎหมายกำหนด โดยแต่ละขั้นตอนล้วนมีความสำคัญและต้องได้รับการดูแล ดำเนินการอย่างถูกต้อง ในกระบวนการนี้ การนำเข้า-ส่งออกกรมศุลกากร ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมและกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและราบรื่น
งานนำเข้าและส่งออกมีหน้าที่อะไรบ้าง
ผู้ที่ทำงานในสายงานนำเข้าและส่งออกนี้จะต้องรับผิดชอบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับซัพพลายเออร์หรือตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศและลูกค้าภายในประเทศ การจัดการเอกสารการค้าและการขนส่งให้ครบถ้วน การดำเนินพิธีการศุลกากรทั้งขาเข้าและขาออก การคำนวณต้นทุนสินค้า ค่าส่งของไปต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการติดตามสถานะการขนส่งและจัดการด้านโลจิสติกส์ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การทำงานในสายงานนี้จึงต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความรู้ที่ถูกต้อง และความเข้าใจในกฎระเบียบของแต่ละประเทศอย่างดี
พิธีการศุลกากรและเอกสารที่ต้องเตรียม
พิธีการศุลกากรคืออะไร?
พิธีการศุลกากร เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่สุดของการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นกระบวนการตรวจสอบและควบคุมสินค้าที่เข้า-ออกประเทศโดยเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสาร การตรวจสอบตัวสินค้าว่ามีความถูกต้องตามที่แจ้งมา หรือขัดกับข้อบังคับบางอย่างหรือไม่ การคำนวณภาษีอากร และการอนุญาตให้นำเข้าหรือส่งออกได้
พิธีการศุลกากรจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ พิธีการศุลกากรขาเข้า สำหรับสินค้าที่จะนำเข้ามาในประเทศ และพิธีการศุลกากรขาออก สำหรับสินค้าที่จะส่งออกไปต่างประเทศ การเข้าใจและปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องจะช่วยให้กระบวนการนำเข้า-ส่งออกดำเนินไปอย่างราบรื่น ประหยัดเวลา และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดขัด ล่าช้า รวมถึงการเสียค่าใช้จ่ายและภาษีเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไปจนถึงความผิดตามกฎหมายที่อาจส่งผลถึงภาพลักษณ์ได้ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกในส่วนของพิธีการศุลกากรถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
พิธีการศุลกากรขาเข้า
พิธีการศุลกากรขาเข้าจะเริ่มต้นเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศไทย ผู้นำเข้าหรือตัวแทนจะต้องยื่นเอกสารแจ้งรายการสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-Import ซึ่งเป็นระบบที่กรมศุลกากรใช้ในการรับข้อมูลและประมวลผลใบขนสินค้าขาเข้า หลังจากยื่นข้อมูลแล้ว ระบบจะทำการประเมินและแบ่งสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
-
Green Line: หมายความว่า สินค้าไม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยตรง
-
Red Line: หมายความว่า สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร
เมื่อผ่านการตรวจสอบต่างๆ โดยลุล่วงแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องชำระภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะสามารถนำสินค้าออกจากท่าหรือคลังได้ กระบวนการนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการขนส่งต่างประเทศ การส่งพัสดุไปต่างประเทศ เพราะสินค้าจะต้องผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าให้เรียบร้อยก่อนส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศ
พิธีการศุลกากรขาออก
สำหรับพิธีการศุลกากรขาออก ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมเอกสารและข้อมูลสินค้าที่จะส่งออก แล้วยื่นผ่านระบบ e-Export ของกรมศุลกากร โดยต้องระบุรายละเอียดของสินค้า มูลค่า ปลายทาง และเอกสารประกอบต่างๆ ให้ครบถ้วน หลังจากยื่นข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและสินค้า หากทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ผู้ส่งออกจะได้รับใบอนุญาตให้ส่งออกสินค้าได้ กระบวนการนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดปัญหาตามมาในอนาคต นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้พิธีการศุลกากรขาออกดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและไม่มีสะดุด ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
เอกสารสำคัญที่ใช้ในการนำเข้า-ส่งออก
การเตรียมเอกสารสำคัญที่ใช้ในการนำเข้า-ส่งออก ให้ครบถ้วนและจัดการอย่างถูกต้อง ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากร โดยเอกสารหลักที่ต้องเตรียมประกอบไปด้วย
Commercial Invoice (ใบแจ้งหนี้การค้า)
เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น รายการสินค้า ปริมาณ ราคาต่อหน่วย มูลค่ารวม เงื่อนไขการชำระเงิน และข้อมูลผู้ซื้อ-ผู้ขาย ใช้สำหรับการคำนวณภาษีอากรและเป็นหลักฐานทางการค้า
Packing List (รายการบรรจุหีบห่อ)
เอกสารที่ระบุรายละเอียดการบรรจุสินค้า ได้แก่ น้ำหนักสุทธิ น้ำหนักรวม ขนาดของแต่ละกล่อง จำนวนกล่องหรือหีบห่อ และรายการสินค้าภายในแต่ละหีบห่อ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรและผู้ขนส่งตรวจสอบสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
Certificate of Origin - CO (หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า)
เป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต เช่น สภาหอการค้าไทย หรือกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อรับรองว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดหรือผลิตในประเทศไทย หรือประเทศต้นทางนั้นๆ มักใช้สำหรับการขอสิทธิพิเศษทางภาษีหรือลดหย่อนภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศ
Bill of Lading - B/L (ใบตราส่งทางเรือ) และ Air Waybill (ใบตราส่งทางอากาศ)
เป็นเอกสารการขนส่งที่ออกโดยผู้ให้บริการขนส่ง ใช้เป็นหลักฐานว่าสินค้าได้ถูกส่งมอบให้กับผู้ขนส่งแล้ว โดย B/L จะใช้สำหรับการขนส่งทางเรือ และ Air Waybill จะใช้สำหรับการขนส่งทางอากาศ โดยเอกสารนี้ยังทำหน้าที่เป็นสัญญาการขนส่งและใบเสร็จรับเงินด้วย
ใบขนสินค้าขาเข้า-ขาออก (Import/Export Declaration)
เป็นเอกสารหลักที่ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกต้องยื่นต่อกรมศุลกากร เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้าที่จะนำเข้าหรือส่งออก โดยระบบปัจจุบันใช้การยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Import และ e-Export) ทำให้กระบวนการรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น
เอกสารพิเศษเพิ่มเติม
สินค้าบางประเภทอาจต้องมีเอกสารเฉพาะตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) สำหรับสินค้าเกษตร ใบอนุญาตนำเข้าพิเศษสำหรับสินค้าควบคุม ใบรับรองมาตรฐานสินค้า (Certificate of Analysis) ใบรับรองการรมยา (Fumigation Certificate) สำหรับสินค้าไม้ หรือเอกสารอื่นๆ ตามที่แต่ละประเทศกำหนด โดยผู้นำเข้าและส่งออกควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางล่วงหน้าให้เรียบร้อย เพื่อการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนเริ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
การทําธุรกิจส่งออก ต้องรู้อะไรบ้าง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักสงสัย ว่านอกจากขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวไปนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ควรทราบด้วยหรือไม่ เพราะการเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า-ส่งออกนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องของการหาสินค้าและลูกค้าเท่านั้น แต่ยังต้องศึกษาและทำความเข้าใจในหลายเรื่องที่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น
-
การศึกษาตลาดเป้าหมายอย่างละเอียด: ต้องรู้ว่าสินค้าของเรามีความต้องการในประเทศปลายทางหรือไม่ มีคู่แข่งอย่างไร และราคาที่เหมาะสมควรอยู่ในระดับใด
-
การทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อบังคับของแต่ละประเทศ: เพราะแต่ละประเทศมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานสินค้า ภาษีนำเข้า หรือข้อตกลงการค้าเสรีต่างๆ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังควรมีความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกในด้านการจัดการต้นทุน เพราะนอกจากราคาสินค้าแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ต้องคำนวณรวมเข้าไปด้วย
การดำเนินการขอรหัสผู้ส่งออกและพิกัดศุลกากร
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ อีกประการหนึ่งคือ การลงทะเบียนและขั้นตอนกับทางราชการ เพื่อการดำเนินการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออกจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากร และขอรหัสผู้ส่งออก (Exporter Code) ซึ่งจะใช้ในการยื่นเอกสารและดำเนินพิธีการศุลกากร
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ HS Code หรือพิกัดศุลกากร ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ HS Code คือรหัสตัวเลข 11 หลักที่ใช้ในการจำแนกประเภทสินค้าเพื่อการจัดเก็บภาษีอากร การกำหนด HS Code ที่ถูกต้องจะช่วยให้การคำนวณภาษีและการดำเนินพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างถูกต้อง หากกำหนดผิดอาจทำให้เสียภาษีมากเกินไป หรือถูกปรับในภายหลังได้
การนำเข้าและส่งออกสินค้าต้องห้ามและสินค้าควบคุม
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ สินค้าต้องห้ามและสินค้าควบคุม แต่ละประเทศจะมีรายการสินค้าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก เช่น ยาเสพติด อาวุธ สัตว์ป่า และสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางประเภทที่สามารถนำเข้า-ส่งออกได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษ เช่น อาหารสด เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พืชและเมล็ดพันธุ์ สารเคมี และวัตถุอันตราย ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์บางชนิด เช่น หมูหย็อง หมูแผ่น หรือสหภาพยุโรปที่มีข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องมีเครื่องหมาย CE marking ดังนั้น การตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศก่อนส่งออกจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การเลือกช่องทางการขนส่งที่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ มีช่องทางหลักๆ 3 แบบ ได้แก่
-
การขนส่งทางบก: เหมาะสำหรับการส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีต้นทุนต่ำแต่ใช้เวลานาน และต้องเป็นประเทศที่มีแผ่นดินเชื่อมถึงกัน
-
การขนส่งทางเรือ: เหมาะกับสินค้าขนาดใหญ่หรือปริมาณมาก ค่าขนส่งต่อหน่วยถูกแต่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการขนส่ง
-
การขนส่งทางอากาศ: เหมาะสำหรับสินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ก็แลกมาด้วยการประหยัดเวลา
ตัวอย่างเส้นทางยอดนิยม เช่น การส่งของไปอเมริกาที่มีตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง การส่งของไปสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การส่งของไปเยอรมันหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป การส่งของไปฮ่องกงที่มีสถานะเป็นเขตการค้าเสรีพิเศษ และการส่งของไปอังกฤษที่มีตลาดสำหรับสินค้าคุณภาพดีจากเมืองไทยเช่นกัน การเลือกช่องทางและเส้นทางที่เหมาะสมกับประเทศปลายทางจะช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาได้ไม่น้อย
ข้อควรระวังและเคล็ดลับที่จะช่วยให้ธุรกิจราบรื่น
การวางแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งสินค้าจากต้นทางถึงปลายทาง ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระทั้งขาเข้าและขาออก ค่าธรรมเนียมศุลกากรและค่าดำเนินการต่างๆ ค่าประกันภัยสินค้าเพื่อคุ้มครองความเสียหายระหว่างการขนส่ง ค่าจัดเก็บสินค้าที่คลังสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น การคำนวณต้นทุนให้ครอบคลุมทุกรายการตั้งแต่แรกจะช่วยให้สามารถตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสมและสร้างกำไรได้จริง การมีความรู้เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกในด้านการบริหารต้นทุนจะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดและดำเนินการอย่างยั่งยืน
การเลือกพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกราบรื่น การใช้บริการของบริษัทขนส่งระหว่างประเทศที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจะช่วยลดความเสี่ยงและประหยัดเวลาได้มาก บริษัทขนส่งที่ดีควรมีบริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การเดินพิธีการศุลกากร ระบบติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ การจัดการประกันภัย และทีมงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา การมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจะทำให้คุณสามารถมอบหมายงานที่ซับซ้อนให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจและขยายตลาดได้อย่างเต็มที่
สุดท้าย การติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ กฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การค้าโลก นโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศ หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ การศึกษาข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เข้าร่วมสัมมนาหรืออบรมที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้า-ส่งออกจะช่วยให้คุณทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวได้ทันท่วงที พร้อมโอกาสสู่เส้นทางความสำเร็จในอนาคต

เลือก FBA Easy พาร์ทเนอร์ที่ใช่ สำหรับการส่งของไปต่างประเทศ
FBA Easy คือ บริษัทขนส่งต่างประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเอกสาร ส่งพัสดุไปต่างประเทศ และจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครอบคลุมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นส่งของไปอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย พร้อมทางเลือกการขนส่งที่หลากหลายทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ผ่านความร่วมมือกับบริษัทขนส่งชั้นนำกว่า 10 ราย รวมถึงมีบริการ Amazon FBA การจัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าของ Amazon ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และเยอรมัน FBA Easy ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องส่งของไปต่างประเทศ
ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
LINE: @kartonexpress
Email: admin@karton.express
Facebook: www.facebook.com/fbaeasy