สิ่งที่ควรทราบ ก่อนเริ่มต้นการขนส่งสินค้าอันตราย

สิ่งที่ควรทราบ ก่อนเริ่มต้นการขนส่งสินค้าอันตราย

ในโลกของโลจิสติกส์และการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ จะต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนและหลักการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า การขนส่งต่างประเทศมีความถูกต้องและปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งของไปอเมริกา ส่งของไปเยอรมัน หรือการส่งของไปสิงคโปร์ที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากการขนส่งสินค้าบางประเภท อย่างเช่นการขนส่งสินค้าอันตราย ที่หากขาดความระมัดระวังและความเข้าใจก็สามารถส่งผลเสียตั้งแต่การขนส่งที่ติดขัด ค่าส่งของไปต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความเสียหายร้ายแรงต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับการขนส่งสินค้าอันตรายให้มากขึ้น ตั้งแต่ความหมายของสินค้าอันตราย ประเภท กฎระเบียบ และเรื่องน่ารู้ที่ทุกท่านควรทราบก่อนการขนส่งสินค้าอันตราย

สินค้าอันตรายคืออะไร? 

สินค้าอันตราย (Dangerous Goods หรือ DG) คือ สาร สิ่งของ หรือวัตถุที่มีคุณสมบัติบางอย่างซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ความปลอดภัย ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมในทางเคมีหรือทางกายภาพ โดยสินค้าอันตรายมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สารเคมีกัดกร่อน วัตถุระเบิด แบตเตอรี่ ไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่าง เช่น น้ำหอม สเปรย์ ไฟแช็ก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด และสินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้ข้อแนะนำของสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย

สินค้าอันตราย 9 ประเภท มีอะไรบ้าง 

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติว่าด้วย การขนส่งสินค้าอันตราย (UN Committee of Experts on the Transport of Dangerous Goods) ได้มีการแบ่งประเภทสินค้าและสารเคมีอันตรายออกเป็น 9 ประเภทตามลักษณะความเสี่ยง ซึ่งผู้ส่งออกจำเป็นต้องทราบว่า สารเคมี 9 ประเภทมีอะไรบ้าง เพื่อการระบุประเภทสินค้าได้ถูกต้อง และดำเนินการขนส่งได้อย่างปลอดภัย โดยมีประเภทของสินค้าและสัญลักษณ์วัตถุอันตราย 9 ประเภท ดังนี้ 

1. วัตถุระเบิด (Explosives)

สารหรือสิ่งของที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดได้ เมื่อได้รับความร้อน ประกายไฟ หรือจากการเสียดสี กระทบกระเทือน หรือการทำปฏิกิริยาต่างๆ เช่น ดินปืน พลุ ดอกไม้ไฟ หรือเครื่องกระสุน โดยวัตถุระเบิดสามารถแยกเป็น 5 ประเภทย่อย ได้แก่

1.1 วัตถุที่ทำให้เกิดอันตรายจากการระเบิดอย่างรุนแรง

1.2 วัตถุที่ทำให้เกิดอันตรายจากการระเบิดแตกกระจาย แต่ไม่ระเบิดทันที

1.3 วัตถุที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้จากการระเบิด แต่มีความอันตรายในระดับน้อย

1.4 วัตถุที่ก่ออันตรายในระดับต่ำ แต่เสี่ยงต่อการระเบิดในระหว่างขนส่ง

1.5 วัตถุที่ไม่ไวต่อการเกิดระเบิด แต่มีความเสี่ยงจากการระเบิดทั้งหมด

1.6 วัตถุที่ไม่ไวต่อการเกิดระเบิด แต่มีความเสี่ยงจากการระเบิดเฉพาะที่

อันตรายประเภทวัตถุระเบิดจะใช้สัญลักษณ์เป็นรูประเบิด หรือวัตถุบางอย่างที่กำลังระเบิด มีเส้นสีดำบนพื้นหลังสีส้ม และมีหมายเลข 1 หรือ 1.1-1.6 กำกับไว้

2. ก๊าซ (Gases)

ครอบคลุมทั้งก๊าซอัด ก๊าซในสภาพของเหลว และก๊าซที่ละลายในสารละลาย ซึ่งแบ่งย่อยได้อีกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

2.1 ก๊าซไวไฟ สามารถติดไฟ ลุกไหม้ หรือระเบิดได้ง่าย เช่น ก๊าซหุงต้ม ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำหรือขาว พื้นหลังสีแดง พร้อมกับหมายเลข 2 กำกับ

2.2 ก๊าซไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจนเหลว ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปถังก๊าซยาวสีดำหรือขาว พื้นหลังสีแดงหรือเขียว พร้อมกับหมายเลข 2 กำกับ

2.3 ก๊าซพิษ ที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น คลอรีน ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปหัวกะโหลกไขว้ พื้นหลังสีขาว พร้อมกับหมายเลข 2 กำกับ

3. ของเหลวไวไฟ (Flammable Liquids)

ของเหลวที่สามารถติดไฟได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อนหรือประกายไฟ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง สี ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟ พื้นหลังสีแดง เช่นเดียวกับก๊าซไวไฟ แต่จะใช้หมายเลข 3 กำกับ

4. ของแข็งไวไฟ (Flammable Solids)

สารที่ติดไฟได้ง่ายจากประกายไฟ การเสียดสี หรือการเกิดปฏิกิริยาต่างๆ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย ได้แก่

4.1 ของแข็งไวไฟ เช่น ไม้ขีด ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำ พื้นหลังเป็นแถบสีขาวสลับแดงแนวตั้ง และใช้หมายเลข 4 กำกับ 

4.2 สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้เอง เช่น ฟอสฟอรัสขาว ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำ พื้นหลังแบ่งครึ่งขาว-ดำแนวนอน และใช้หมายเลข 4 กำกับ

4.3 สารที่สัมผัสกับน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟ เช่น แคลเซียมคาร์ไบด์ ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำหรือขาว พื้นหลังสีฟ้า และใช้หมายเลข 4 กำกับ

5. สารออกซิไดซ์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Oxidizing Substances and Organic Peroxides)

สารที่อาจไม่ติดไฟได้เอง แต่สามารถให้ออกซิเจนที่ช่วยเร่งการลุกไหม้ของวัตถุอื่นๆ ได้ หรือเป็นสารที่ไม่เสถียรและอาจระเบิดได้เมื่อถูกความร้อน เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท, ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (น้ำยาล้างแผลบางชนิด) แบ่งออกเป็น

5.1 สารออกซิไดซ์ (Oxidizing Substances) เป็นสารที่สามารถให้ออกซิเจน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้วัตถุอื่นๆ รอบข้างเกิดเพลิงไหม้ เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ไนเตรต ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำบนวงกลม พื้นหลังสีเหลือง มีหมายเลข 5.1 กำกับไว้

5.2 สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Organic Peroxides) เป็นสารอินทรีย์ที่ไม่เสถียรและอาจทำให้เกิดการระเบิดเมื่อได้รับความร้อน เมทิลเอทิลคีโตนเปอร์ออกไซด์ ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเปลวไฟสีดำหรือขาว พื้นหลังแบ่งครึ่งแดง-เหลืองแนวนอน และใช้หมายเลข 5.2 กำกับ

6. สารพิษและสารติดเชื้อ (Toxic and Infectious Substances)

เป็นสารที่อันตรายต่อชีวิต แบ่งประเภทย่อยเป็น

6.1 สารพิษ (Toxic Substances) ที่มีอันตราย สามารถทำให้เสียชีวิตหรือเจ็บป่วยรุนแรงได้เมื่อสารเข้าสู่ร่างกาย เช่น ยาฆ่าแมลง ไซยาไนด์ ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปหัวกะโหลกไขว้ พื้นหลังสีขาว พร้อมกับหมายเลข 6 กำกับ

6.2 สารติดเชื้อ (Infectious Substances) ที่มีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในมนุษย์และสัตว์ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือของเสียทางการแพทย์  ใช้สัญลักษณ์อันตรายทางชีวภาพ (จันทร์เสี้ยว 3 วง ซ้อนทับบนวงกลม)  พื้นหลังสีขาว พร้อมกับหมายเลข 6 กำกับ

7. วัตถุกัมมันตรังสี (Radioactive Materials)

สารที่สามารถแผ่รังสีได้เองตามธรรมชาติ หรือจากการสังเคราะห์ เช่น ยูเรเนียม โคบอลต์-60 หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิดที่มีแหล่งกำเนิดรังสี  ซึ่งต้องใช้พาหนะและใบอนุญาตพิเศษในการขนส่งสินค้าอันตรายดังกล่าว สังเกตได้จากสัญลักษณ์กัมมันตรังสี (ใบพัดสามแฉก) พื้นหลังแบ่งครึ่งเหลือง-ขาวแนวนอน พร้อมกับหมายเลข 7 กำกับ

8. สารกัดกร่อน (Corrosive Substances)

สารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทำลายเนื้อเยื่อ ผิวหนัง หรือทำความเสียหายต่อวัสดุอื่นๆ ได้ เช่น กรดเกลือ กรดกำมะถัน โซดาไฟ และปรอท ใช้สัญลักษณ์เป็นของเหลวจากหลอดแก้ว กำลังหยดกัดมือหรือโลหะ พื้นหลังแบ่งครึ่งขาว-ดำแนวนอน พร้อมกับหมายเลข 8 กำกับ

9. วัสดุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Dangerous Substances and Articles)

วัสดุอันตรายเบ็ดเตล็ด หรือ DG Class 9 คือ สารหรือสิ่งของที่มีความเป็นอันตรายในระหว่างการขนส่ง แต่ไม่เข้าข่าย 8 ประเภทแรก เช่น แบตเตอรี่ลิเธียม น้ำแข็งแห้ง แม่เหล็กแรงสูง ใช้สัญลักษณ์พื้นหลังแบ่งครึ่ง ครึ่งบนเป็นสีขาวสลับดำลายทาง ครึ่งล่างเป็นสีขาว พร้อมกับหมายเลข 9 กำกับ

กฎระเบียบและข้อบังคับในการขนส่งสินค้าอันตรายที่ควรปฏิบัติ

การขนส่งสินค้าอันตรายนั้นมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดซึ่งถูกกำหนดให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม โดยในประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมายพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2562 รวมถึงแนวปฏิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุม

ในเบื้องต้น ผู้ประกอบการจะต้องเริ่มจากการจัดประเภทสินค้าอันตรายให้อยู่กลุ่มประเภทต่างๆ เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และติดฉลากเตือนให้ชัดเจน นอกจากนี้ เอกสารกำกับสินค้า เช่น เอกสารสำแดงสินค้าอันตราย (Dangerous Goods Declaration หรือ DGD) ที่แจ้งรายละเอียดของสินค้าอันตรายที่ทำการขนส่ง ก็มีส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบังคับในการขนส่งสินค้าอันตรายรูปแบบต่างๆ ดังนี้

การขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล

การขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล จะยึดปฏิบัติตาม International Maritime Dangerous Goods Code หรือ IMDG Code คือ ประมวลข้อบังคับระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล  ซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อให้การขนส่งสินค้าอันตรายมีความปลอดภัย ป้องกันมลพิษทางทะเล และอำนวยความสะดวกในการเดินเรือ โดยกรมเจ้าท่าจะควบคุมดูแลเรือขนาดใหญ่ให้มีการแจ้งล่วงหน้าและต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบสินค้าอันตรายประจำการอยู่

การขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศ

การขนส่งทางอากาศถือเป็นช่องทางที่มีความเข้มงวดสูงสุด โดยจะอ้างอิงมาตรฐาน IATA Dangerous Goods Regulations (DGR) หรือสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และ ICAO Technical Instructions ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยการขนส่งสินค้าอันตรายจะมีการจำกัดปริมาณและต้องใช้บรรจุภัณฑ์พิเศษสำหรับการขนส่งทางอากาศเท่านั้น ผู้ส่งต้องยื่นใบสำแดงของผู้จัดส่ง (Shipper's Declaration) และผ่านการตรวจสอบจากสายการบินอย่างละเอียดก่อนที่จะนำสินค้าขึ้นเครื่องบิน

การขนส่งสินค้าอันตรายนั้น อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด เพราะสินค้าหลายอย่างที่เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็สามารถจัดอยู่ในประเภทของสินค้าอันตรายได้ และสำหรับผู้ประกอบการเอง การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลให้การขนส่งติดขัด หรืออาจเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันได้เช่นกัน 

ดังนั้น การมีผู้เชี่ยวชาญที่รู้ลึกรู้จริงมาช่วยดูแลการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งของไปอเมริกา หรือส่งของไปฮ่องกง ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าต่อได้อย่างไร้กังวล

เลือก FBA Easy พาร์ทเนอร์ที่ใช่ สำหรับการส่งของไปต่างประเทศ

FBA Easy คือ บริษัทขนส่งต่างประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเอกสาร ส่งพัสดุไปต่างประเทศ และจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครอบคลุมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นส่งของไปอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย พร้อมทางเลือกการขนส่งที่หลากหลายทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ผ่านความร่วมมือกับบริษัทขนส่งชั้นนำกว่า 10 ราย รวมถึงมีบริการ Amazon FBA การจัดส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าของ Amazon ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และเยอรมัน FBA Easy ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องส่งของไปต่างประเทศ

ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

LINE: @kartonexpress

Email: admin@karton.express

Facebook: www.facebook.com/fbaeasy